การพัฒนาองค์กรแห่งความสุขในยุคสังคม 4.0 อย่างยั่งยืน - happy-workplace.com

บทความ

0

การพัฒนาองค์กรแห่งความสุขในยุคสังคม 4.0 อย่างยั่งยืน  เรียบเรียง: สิทธิพร กล้าแข็ง

Thailand4.0 คืออะไร?

          ตอนนี้หลายคนคงได้ยินคำว่า “Thailand4.0” กันมากขึ้น หลายคนก็คงจะมีความเข้าใจคำพูดประโยคนี้ไม่น้อย แต่ก็คงมีอีกหลายคนเหมือนกันอยากเข้าใจว่าคืออะไร เกี่ยวข้องกับงานสร้างสุขหรือไม่ อย่างไร ผู้เขียนเองก็สนใจในเรื่องดังกล่าวไม่น้อย จึงพยายามหาข้อมูลมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติงานด้านการส่งเสริมความสุของค์กร

Thailand4.0 เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ภายใต้รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เข้ามาบริหารประเทศบนวิสัยทัศน์ที่ว่า “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ ในเรื่องนี้ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้มีหน้าที่ดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายว่า ภารกิจประการสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ ก็คือ การขับเคลื่อนการปฏิรูป เพื่อให้สามารถรับมือกับโอกาสและภัยคุกคามชุดใหม่ในศตวรรษที่ 21 นี้ หลายประเทศได้กำหนดโมเดลเศรษฐกิจรูปแบบใหม่เพื่อสร้างความมั่งคั่งในศตวรรษที่ 21 อาทิ สหรัฐอเมริกาพูดถึง A Nation of Makers อังกฤษกำลังผลักดัน Design of Innovation ขณะที่จีนได้ประกาศ Made in China 2025 ส่วนอินเดียก็กำลังขับเคลื่อน Made in India หรืออย่างเกาหลีใต้ก็วางโมเดลเศรษฐกิจเป็น Creative Economy เป็นต้น

1

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปัจจุบัรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

สำหรับประเทศไทยเอง หากย้อนหลังไปในอดีต ประเทศไทยเองก็มีการปรับโมเดลเศรษฐกิจอยู่หลายครั้ง เริ่มจาก “โมเดลประเทศไทย 1.0” ที่เน้นภาคการเกษตรไปสู่ “โมเดลประเทศไทย 2.0” ที่เน้นอุตสาหกรรมเบา และก้าวสู่ “โมเดลประเทศไทย 3.0” ในปัจจุบันที่เน้นอุตสาหกรรมหนัก อย่างไรก็ดี ภายใต้ “โมเดลประเทศไทย 3.0” นั้น นอกจากต้องเผชิญกับกับดักประเทศรายได้ปานกลางแล้ว เรายังต้องเผชิญกับ “กับดักความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่ง” และ “กับดักความไม่สมดุลในการพัฒนา” กับดักเหล่านี้เป็นประเด็นที่ท้าทายรัฐบาล ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อก้าวข้าม “ประเทศไทย 3.0” ไปสู่ “ประเทศไทย 4.0”

“ประเทศไทย 4.0” เป็นความมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปสู่ “Value–Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” กล่าวคือ ในปัจจุบัน เรายังติดอยู่ในโมเดลเศรษฐกิจแบบ “ทำมาก ได้น้อย” เราต้องการปรับเปลี่ยนเป็น “ทำน้อย ได้มาก” นั่นหมายถึงการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยใน 3 มิติสำคัญ คือ

1. เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม”

2. เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม

3. เปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้า ไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น

“ประเทศไทย 4.0” จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านทั้งระบบใน 4 องค์ประกอบสำคัญ คือ

1. เปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิม (Traditional Farming) ในปัจจุบัน ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) โดยเกษตรกรต้องร่ำรวยขึ้น และเป็นเกษตรกรแบบเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur)

2. เปลี่ยนจาก Traditional SMEs หรือ SMEs ที่มีอยู่ที่รัฐต้องให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ไปสู่การเป็น Smart Enterprises และ Startups ที่มีศักยภาพสูง

3. เปลี่ยนจาก Traditional Services ซึ่งมีการสร้างมูลค่าค่อนข้างต่ำ ไปสู่ High Value Services

4. เปลี่ยนจากแรงงานทักษะต่ำไปสู่แรงงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะสูง

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม

ประเทศไทย 4.0 ถือเป็นการพัฒนาเครื่องยนต์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจชุดใหม่ (New Engines of Growth) ด้วยการเปลี่ยนแปลง ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของประเทศที่มีอยู่ 2 ด้าน คือ ความหลากหลายเชิงชีวภาพ และ ความหลากหลายเชิงวัฒนธรรม ให้เป็นความได้เปรียบในเชิงแข่งขัน โดยการเติมเต็มด้วยวิทยาการ ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา แล้วต่อยอดความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบเป็น 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย

1. กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ(Food, Agriculture & Bio-Tech) อาทิ เทคโนโลยีการเกษตร (Agritech) เทคโนโลยีอาหาร (Foodtech) เป็นต้น

2. กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์(Health, Wellness & Bio-Med) อาทิ เทคโนโลยีสุขภาพ (Healthtech) เทคโนโลยีการแพทย์ (Medtech) สปา (Spa) เป็นต้น

3. กลุ่มเครื่องมือ อุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม(Smart Devices, Robotics & Mechatronics) อาทิ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotech) เป็นต้น

4. กลุ่มดิจิตอล เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่าง ๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว(Digital, IOT, Artificial intelligence & Embedded Technology) อาทิ เทคโนโลยีการเงิน (Fintech) อุปกรณ์เชื่อมต่อออนไลน์โดยไม่ต้องใช้คน (IoT) เทคโนโลยีการศึกษา (Edtech) อี-มาร์เก็ตเพลส (E-Market place) อี-คอมเมิร์ซ (E-Commerce) เป็นต้น

5. กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง(Creative, Culture & High Value Services) อาทิ เทคโนโลยีการออกแบบ (Designtech) ธุรกิจไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Business) เทคโนโลยีการท่องเที่ยว (Traveltech) การเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ (Service Enhancing) เป็นต้น

ส่วนใน 5 กลุ่มเทคโนโลยีหลักและอุตสาหกรรมเป้าหมายใน “ประเทศไทย 4.0” จะเป็นส่วนที่ประเทศไทยต้องการพัฒนาด้วยตนเองเป็นหลัก แล้วค่อยต่อยอดด้วยเครือข่ายความร่วมมือจากต่างประเทศ ซึ่งสอดรับกับ “บันได 3 ขั้น” ของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ “การพึ่งพาตนเอง พึ่งพากันเอง และรวมกันเป็นกลุ่มอย่างมีพลัง” นั่นเอง

2นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สสส. ได้กล่าวถึงสังคมในยุค 4.0 ไว้ว่า เป็นสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจไปสู่ Value-Base Economy หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไม่เพียงแต่เครื่องมือที่จะพัฒนา แต่ยังเป็นในส่วนของการดำเนินงานที่กำลังจะพัฒนาโดยใช้แนวคิดที่สร้างสรรค์ในการดำเนินงาน พร้อมทั้งเห็นความสำคัญของคนเป็นศูนย์กลางในการทำงาน ในปัจจุบันสภาพสังคมมีความเป็นปัจเจกมากขึ้น ซึ่งจะแสวงหาการเติมเต็มในจิตใจ รวมไปถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เช่น ภาวะความเครียด โรคติดต่อใหม่ ๆ หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เน้นความสะดวกสบาย ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียตามมาอีกมากมาย ดังนั้น จึงจะต้องมีการส่งเสริมสนับสนุนโดยเน้นไปที่พฤติกรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่เพื่อให้เป็นการแก้ปัญหาอย่างตรงจุดและสามารถตอบโจทย์คนทำงานได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงจากภายในจิตใจ ตลอดจนมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องไปถึงพฤติกรรม พฤติกรรมที่พูดถึงในที่นี้ คือเป็นพฤติกรรมที่เป็นวิถีชีวิตของคน เป็นการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับการทำงาน โดยนำไปสู่พฤติกรรมที่ส่งผลต่อการเพิ่มผลผลิต ซึ่งการพัฒนาคนเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถพัฒนาไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง

          อาจกล่าวได้ว่า คนเป็นศูนย์กลางในการทำงาน เนื่องจากคนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านต่าง ๆ ของประเทศ จึงเป็นสิ่งที่ต้องคิดกลวิธีในการดูแลหรือพัฒนาคน เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยส่งผลดีกับงานโดยมีความสืบเนื่องเชื่อมโยงกันหากทำสำเร็จ ช่วยส่งเสริมทั้งด้านกาย จิตใจ สังคม เป็นต้น
ในบริบทของการพัฒนาองค์กรนั้น
“คน” เป็นหัวใจสำคัญที่จะต้องพัฒนา โดยไม่เพียงแต่พัฒนาศักยภาพหรือคำถึงถึงปริมาณของผลผลิตให้ได้ตามเป้าหมาย แต่จะต้องลงลึกไปถึงตัวตนของคนทำงานในองค์กรในด้านต่าง ๆ และช่วยส่งเสริมทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

         สิ่งเหล่านี้ทำให้การพัฒนาองค์กรต้องมาตั้งคำถามที่ว่า “ทำไมต้องทำให้พนักงานมีความสุขอย่างยั่งยืน” ซึ่งกระบวนการมีความสุขอย่างยั่งยืนจะต้องมีเป้าหมายอย่างชัดเจน โดยเริ่มจากการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งเป้าหมายในการพัฒนาอยู่ที่คน แล้วจะต้องเป็นแนวคิดที่เห็นภาพและเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมสามารถจับต้องได้ คือ ทำงานดี มีความสุข ในที่นี้คือ การมีวิถีชีวิตและการดำเนินงานที่สมดุลกัน สามารถจัดการชีวิตตนเองได้ ทั้งด้านอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด หรือเรียกว่าชีวิตสามารถออกแบบเองได้นั่นเอง การทำงานด้วยความสุขนั้น มีประกอบที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) คนทำงานได้ 2) ใช้ชีวิตอยู่ได้ และ 3) อยู่ในที่ทำงานด้วยบรรยากาศที่ดี เมื่อสิ่งเหล่านี้มาประกอบกันจะเป็นเส้นทางนำไปสู่การทำงานที่มีความสุขอย่างยั่งยืน

3

                                            อ้างอิงจาก: http://www.admissionpremium.com/news/1377

 

อ้างอิง

ชาญวิทย์ วสันต์ธนา. (2559). การสร้างองค์กรสุขภาวะองค์สร้างความเจริญอย่างยั่งยืนต่อธุรกิจได้อย่างไร? บรรยายพิเศษ. 6 ตุลาคม 2559 ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

 

สุวิทย์ เมษินทรีย์. (2559). ติวเข้มพาณิชย์จังหวัด ใช้โมเดลจังหวัด 4.0 ผลักดัน Thailand 4.0 สืบค้นเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2560 จาก http://www.moc.go.th/index.php/moc-news/2015-10-19-04-33-08/item/74747858.html